I left my heart in Leh...หลงรักเลห์เข้าไปเต็มๆ ⋆ Fallenforadventure
บันทึกการเดินทาง style adventure travel แบบใกล้ชิดธรรมชาติ
travel, vacations, adventure, adventure travel, female blogger, travel blog, female travel blog, nature travel, บันทึกการเดินทาง, เที่ยวเอง, เที่ยวที่ใหม่ๆ, เที่ยวภูเขา, เที่ยวทะเล, เดินป่า, บล็อกเที่ยว, เที่ยวอเมริกาใต้, เที่ยวแบบใกล้ชิดธรรมชาติ
1425
post-template-default,single,single-post,postid-1425,single-format-standard,ajax_fade,page_not_loaded,,qode-title-hidden,qode_grid_1300,qode-content-sidebar-responsive,qode-theme-ver-10.0,wpb-js-composer js-comp-ver-4.12,vc_responsive

I left my heart in Leh…หลงรักเลห์เข้าไปเต็มๆ

เลห์ ลาดัก (Leh Ladakh) ตั้งอยู่ที่รัฐ Jammu and Kashmir ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย มีอาณาเขตใกล้กับหลายประเทศทั้งทิเบต จีน และปากีสถาน เมื่อสมัยก่อนเมืองนี้เคยเป็นทางผ่านของ The Silk Route อันโด่งดังด้วย ส่วนเลห์ ลาดัก ที่คนชอบเรียกติดๆกันเป็นชื่อเดียวกันนั้น ความจริงก็คือ ลาดักคือแคว้น ที่มีเมืองที่ใหญ่ที่สุดคือ เลห์นั่นเอง

ถึงแม้เมืองนี้จะตั้งอยู่ประเทศอินเดีย แต่คนแถวนี้มีประวัติศาสตร์ ศาสนา (ประชาชนส่วนใหญ่แถวนี้นับถือ Dalai Lama) และวัฒนธรรม หรือแม้แต่หน้าตา ที่คล้ายคลึงกับทางทิเบตมากกว่าทางอินเดีย แม้แต่ชื่อ ลาดัก เอง ก็มาจากภาษาทิเบตที่แปลว่า “Land of High Passes” เนื่องจากลักษณะภูมิศาสตร์ของแคว้นนี้ตั้งอยู่บนที่สูง/ ภูเขา เป็นแคว้นที่อยู่สูงที่สุดในรัฐ Jammu and Kashmir เลยทีเดียว โดยพื้นที่ส่วนใหญ่สูงกว่าน้ำทะเลมากกว่า 3,000 เมตรทั้งนั้น โดยเมืองเลห์นั้นอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 3,524 เมตร หรือ (11,526 ฟุตจากระดับน้ำทะเล) เลยทีเดียวค่ะ

เพราะฉะนั้นคนที่จะไปเที่ยวเลห์ ลาดัก ควรจะมีการเตรียมตัวที่ดี ทั้งก่อนไปและระหว่างอยู่ที่โน่น เพื่อที่จะได้มีทริปที่ราบรื่นตลอดการเดินทางค่ะ Altitude Sickness นั้นเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้เมื่ออยู่บนที่สูงมากกว่าระดับน้ำทะเล 2,000 เมตรขึ้นไป เนื่องจากระดับ  Oxygen ในอากาศต่ำ ทำให้ร่างกายได้รับ Oxygen ไม่พอ ก็จะสามารถทำให้เกิดอาการต่างๆได้ ซึ่งอาการเริ่มต้นของมันก็จะมีทั้งปวดหัว เหนื่อยง่าย ปวดท้อง มึนๆหัว ชาตามนิ้วมือ และนอนไม่หลับ ส่วนคนที่เป็นมากๆอาจอาเจียน มีไข้ เหนื่อยแม้กระทั่งตอนนั่งเฉยๆ ซึ่งถ้าเป็นมากๆๆๆ ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เลยค่ะ (เดี๋ยวบล็อกหน้าจะมาเขียนเรื่องการเตรียมตัวทั้งก่อนมาและระหว่างอยู่ที่เลย์  เพื่อป้องกัน Altitude Sickness ให้มากที่สุดค่ะ)

ความสูงของสถานที่เที่ยวในลาดัก

  • Leh = 3,524 เมตรจากระดับน้ำทะเล
  • Nubra Valley = 3,048 เมตรจากระดับน้ำทะเล (โดยต้องผ่าน Khadungla Pass = 5,359 เมตรจากระดับน้ำทะเล)
  • Pangong Lake = 4,250 (โดยต้องผ่าน Changla Pass = 5,360 เมตรจากระดับน้ำทะเล)

 

ฤดูท่องเที่ยวของลาดัก

  • เมษายน – กลางเดือน พฤษภาคม : (อากาศจะอยู่ที่ประมาณ ติดลบ 16 – 16 C ตอนกลางคืนเลยทีเดียว) เป็นเดือนที่ฤดูท่องเที่ยวที่เลย์เริ่มเปิด โรงแรม Guest House ร้านอาหารต่างๆ จะค่อยๆเริ่มทยอยเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวกันเดือนนี้
  • พฤษภาคม – กันยายน : (อากาศประมาณ 7 – 25 C) ช่วงนี้จะเป็น High Season ของเลย์ ลาดักนักท่องเที่ยวจะค่อนข้างหนาแน่น แต่ถนนหนทางต่างๆก็จะเปิดให้บริการหมดแล้ว
  • กลางเดือน กันยายน – ตุลาคม : (อากาศ -1 – 21 C) บางคนบอกว่าจริงๆช่วงนี้คือช่วงที่น่าเที่ยวที่สุดของเลย์ เนื่องจากนักท่องเที่ยวไม่เยอะมาก ถนนเปิดหมด และอากาศดีค่ะ
  • พฤศจิกายน – มีนาคม :(อากาศ -20 – 0 C) เป็นช่วงที่หนาวที่สุดของเลห์ ถนนหนทาง หรือแม้แต่โรงแรมก็ยังไม่เปิดให้บริการค่ะ

Itinerary (10 วัน)

 

Day 1: Bangkok – Delhi 

เครื่องออกจากกรุงเทพประมาณ 18.30 นใ มาถึง New Delhi เกือบเที่ยงคืนแล้ว กว่าจะผ่าน Immigration มาได้ ใช้เวลาอีกเกือบชั่วโมง พวกเราจองโรงแรมไว้ที่ Pride Hotel อยู่ใน Aerocity ได้นอนไป 2-3 ชั่วโมงก็ต้องรีบไปต่อเครื่องไปลห์ค่ะ

Day 2: Delhi – Leh – พักผ่อนเพื่อปรับระดับความสูง – Shanti Stupa – Leh Market (พักที่ Ladakh Sarai)

วันนี้เดินทางมาถึงเลย์ตอนเช้า ประมาณ 7.30AM. เข้าที่พักแล้วนอนจนถึงเที่ยงเลย เพราะว่าเมื่อคืนนอนน้อยมากๆ เนื่องจากลงเครื่องที่ New Delhi ก็ประมาณเที่ยงคืนแล้ว ต้องต่อเครื่องมาเลย์ตั้งแต่ 6 โมงเช้า

หลังจากได้นอนสัก 2-3 ชั่วโมง ก็ตื่นมากินข้าวเที่ยงและออกไปชมเมืองนิดหน่อย ไม่ทำอะไรหักโหมมาก

ไป Shanti Stupa วิวสวยดี ไปตอนพระอาทิตย์จะตกจะสวยมากๆ เพราะตั้งอยู่บนภูเขา เพราะฉะนั้นจะเห็น Landscape กว้างๆ สุดลูกหูลูกตาเลยทีเดียวค่ะ หลังจากนั้นเราก็เดินเล่นเบาๆที่ตลาด Leh Market มีของ shopping นิดหน่อย

Shanti Stupa
วิวจากลานรอบด้าน Shanti Stupa
Leh Market

 

Day 3: Yoga – Out Around Leh (พักที่ Ladakh Sarai)

ตื่นมาตอนเช้า ที่โรงแรมมีโยคะตอน 7.30 เล่นไปประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง พอได้ยือเส้นยืดสาย จากนั้นไปเตรียมตัวเที่ยวชมเมือง

วันนี้ยังคงอยู่ที่เลห์ แต่เราเดินทางไปเที่ยวรอบๆเมือง ตามเส้นทางไป Lamayuru Monastery โดยสถานที่ที่เราหยุดแวะเที่ยวดังนี้ค่ะ

  • Magnetic Hill

  • Alchi Monastery

  • Confluence of Indus and Zanskar

  • แวะทานข้าวเที่ยงแบบปิกนิคก่อนถึง Lamayuru : ทางโรงแรมมีเตรียมข้าวเที่ยงมาให้พวกเราทานกลางทาง เลยหาที่เหมาะๆก่อนถึง Lamayuru เพื่อแวะทานอาหารกัน
หาจุดแวะทานข้าวเที่ยง
ข้าวเที่ยงที่ทางโรงแรมเตรียมมาให้ค่ะ
เจอจุดเหมาะๆก็นั่งกินได้เลย กินเสร็จก็เก็บกลับไปให้หมด อย่าทิ้งอะไรไว้นะคะ 🙂
  • Lamayuru Village

  • Lamayuru Monastery

  • Basgo Monastery

Day 4: Mountain biking around Leh – Cultural Dance at hotel (พักที่ Ladakh Sarai)

วันนี้เป็นวัน Adventure เบาๆ ตอนเช้าพวกเราชิวๆอ่านหนังาืออยู่ที่โรงแรม บ่ายแก่ๆมาปั่นจักรยานภูเขากัน ยืมจักรยานจากทางโรงแรมและให้เค้าเลือกเส้นทางปั่นให้ เอาเส้นทางแบบ Beginner พอ เนินเขาไม่ต้องเยอะ เหนื่อยสุดดดด แต่เป็น cardio work out ที่ดี แถมวิวสองข้างทางสุดๆไปเลย

กิจกรรมเบาๆ นั่งอ่านหนังสือชิวๆกับวิวสวยๆที่โรงแรม Ladakh Sarai รู้สึกเหมือนอยู่ใน Set หมี Pooh ยังไงไม่รู้

กลับมาโรงแรมตอนเย็น ทางโรงแรมมีจัด Cultural Dance Show เป็นการเต้นรำแบบพื้นบ้านเค้าค่ะ

Day 5: Yoga – Nubra Valley (via Khadungla Pass) – Hundar Sand Dunes (พักที่ Hundar Sarai)

ทริปนี้ต้องบอกเลยว่าทำให้เราชอบเล่นโยคะขึ้นมาอีกที เคยเล่นอยู่เยอะๆเมื่อก่อน แต่ไม่ได้เล่นมา 5-6 ปีแล้ว พอดีที่โรงแรมเค้ามี Class Yoga ให้แขกโรงแรมได้เล่นทั้งเช้า 1 class และ เย็น 1 class ครูเป็นระดับ Yoga Master มาจาก New Delhi เลยทำให้พวกเราติดใจ มีโอกาสต้องรีบตื่นเช้ามาเข้าคลาสโยคะกัน

หลังจากเล่นโยคะเล่น เราก็เดินทางออกไปสู่ Nubra Valley โดยผ่านทาง Khadungla Pass (ที่เค้าว่ากันว่าเป็นถนนที่สูงที่สุดในโลกที่รถสามารถแล่นผ่านได้ ตั้งอยู่ที่ความสูง 18,380 FT. เหนือระดับน้ำทะเล) ตรงจุดนี้ก็อย่าพักถ่ายรูปนานเกินไป เนื่องจากระดับ Oxygen เบาบางมาก (เทียบกับ Everest Base Camp ซึ่งอยู่ที่ความสูง 17,600 FT. จากระดับน้ำทะเล)

ตรงจุดสูงสุดก็จะมีป้ายให้ถ่ายว่ามาถึงแล้ว ถนนที่สูงที่สุดในโลกที่ 18,380 FT.

พวกเราทำเวลาได้ไม่ดีนัก เพราะหยุดถ่ายรูปกันตลอดทาง ทำให้มาถึงโรงแรม Hundar Sarai เกือบๆ 5 โมงเย็นแล้ว เลยรีบเปลี่ยนชุดออกไปตรง Hundar Sand Dunes เนื่องจากมีอูฐให้นักท่องเที่ยวขี่ เนื่องจากตรงบริเวณนี้เคยเป็นเส้นทางสายไหม หรือ The Silk Road ในอดีต เลยมีพวกพ่อค้าเอาอูฐมาปล่อยไว้ใน Sand Dunes แถวนี้ตั้งแต่สมัยนั้น

อูฐที่ Nubra Valley เป็นพันธุ์ Bactrian แบบมี 2 โหนกนิ่มๆ

เรากะจะขี่อูฐชมพระอาทิตย์ตกกัน แต่มาเห็นอูฐและ condition ที่พวกมันอยู่ เลยสงสาร ขี่ไม่ลง ชาวบ้านบอกว่าพวกคนเลี้ยงอูฐ เลี้ยงมันแบบไม่ดี ตอนหน้าหนาวก็ไม่ให้ข้าวกิน พวกเราเลยตักสินใจไม่ขี่มันดีกว่า

แต่เดินเล่นในบริเวณ Sand Dunes ก็ได้รูปสวยๆอยู่นะ

Hundar Sarai แคมป์ที่พวกเราพักค้างคืนที่ Nubra Valley

Day 6: Diskit Monastery –  Pangong Lake แต่ไปไม่ได้เนื่องจากเมื่อคืนฝนตกถนนถล่ม เลยต้องกลับ Leh – Yoga (พักที่ Ladakh Sarai)

ด้านในของ Diskit Monastery
Diskit Monastery ถ่ายจากวัดตรงข้าม

จริงๆแพลนวันนี้คือ หลังจากไป Diskit Monastery พวกเราจะตรงไปที่ Pangong Lake เลย (โดยที่ไม่ต้องขับกลับไปที่เลย์อีกครั้ง ใช้เส้นทาง Shayok River) แต่เนื่องจากเมื่อคืนฝนตกหนัก และมีหินถล่มทางที่จะไป ทำให้พวกเราไปไม่ได้ เลยต้องถอยทับกลับมาตั้งหลักกันที่เลย์อีกคืนหนึ่ง หลังจากผ่านจุดสูงสุดของ Khadungla Pass มาได้สัก 10 นาที มีหินก้อนใหญ่ตกลงบนถนน อยู่หน้ารถพวกเราไปประมาณ 6-7 คัน ทหารเลยต้องมาระเบิดหิน แล้วเรารถเกลี่ยดิน เลยทำให้รถติดยาวไปไกล อยู่รอกันตรงนั้นประมาณเกือบชั่วโมงเหมือนกันค่ะ

พระก็ยังต้องรอ

พวกเราเลยมาถึงเลย์ประมาณ 4.30pm. เลยจัดโยคะที่โรงแรมไปอีกสักรอบ เล่นตอนพระอาทิตย์กำลังจะตกวิวสวยมากๆค่ะ

 

Day 7: Pangong Lake (via Changla Pass) (พักที่ The Hermitage)

วันนี้เลยออกเดินทางไป Pangong Lake จากเลย์ โดยใช้เส้นทาง Changla Pass แทน ระยะทางประมาณ 220 กว่ากิโล (ไกลกว่าจากเลย์ไป Nubra Valley อีก) วิวข้างทางสวยเกือบตลอดทาง แต่ถนนโหดเหมือนเดิม พวกเราใช้เวลากันเกือบ 6 ชั่วโมงกว่าจะมาถึง

แต่แว๊ปแรกเมื่อเห็นทะเลสาบสีฟ้า ตัดกับภูเขารายล้อมเป็น Background ก็หายเหนื่อย หายเมื่อยไปเลย แถมเห็น Rainbow ที่สวยและชัดมากๆๆๆอีกด้วย (เดี๋ยวรีวีว Pangong Lake ฉบับเต็มในโอกาสต่อไปนะคะ)

Pangong Lake นั่งรถกี่ชั่วโมงก็หายเหนื่อย
Double Rainbow! ชัดและเต็มมากๆค่ะ
The Hermitage โรงแรมพวกเราที่ Pangong Lake ค่ะ

Day 8: Back to Leh – Hike Stok Kangri Trail (พักที่ Ladakh Sarai)

วันนี้ขับรถกลับเลย์จาก Pangong Lake ค่ะ ทำเวลาดี มาถึงเลย์ประมาณบ่าย 2 เพื่อไปเดิน Hiking ที่ Stok Kangri Trail ค่ะ

Trail นี้สามารถเดินได้ตั้งแต่ 2-3 ชั่วโมง จนถึงหลายๆวันเลยทีเดียวค่ะ พวกเรามีเวลาไม่เยอะเลย ได้เดินชิมลางไปประมาณ 3 ชั่วโมง แต่วิวนี่สวยสุดๆ มาคราวหน้าอยากจะเดินสัก 2 วัน ไปกางเต็นท์นอนในภูเขาสักคืนนึง

Day 9: Yoga – Shopping at Leh Market (พักที่ Ladakh Sarai)

วันสุดท้ายในเลย์แล้ว วันนี้เลยสบายๆ ตื่นมาโยคะครั้งสุดท้ายก่อนกลับ จากนั้นก็ไปเดินเล่น shopping ไปนั่งกินกาแฟในเมืองค่ะ

จิบกาแฟที่ระเบียงห้องนอน วิวเริ่ดมากๆค่ะ
Practice practice practice!

Day 10: Leh – Delhi – Bangkok

อย่างที่เห็นจาก Itinerary กิ๊บว่ากิ๊บใช้โรงแรมที่เลย์เป็น Base ในการเที่ยว (เดี๋ยวจะมารีวิวโรงแรมที่เลย์ให้ในบล็อกต่อไปนะคะ) Plan จะไม่ได้ pack มากเนื่องจาก 2-3 วันแรกต้องมีการปรับระดับความสูงที่เลย์ด้วย และเป็นทริปยาวมีเวลาค่อนข้างเยอะ เลยเที่ยวแบบสบายๆไม่ได้รีบร้อนมากค่ะ

ทริปของกิ๊บครั้งนี้ให้ทางโรงแรม Ladakh Sarai เป็นคนจัดเตรียมให้ทุกอย่างค่ะ ไม่ว่าจะเป็นรถ คนขับรถ โรงแรมที่พักในเมืองต่างๆ กิจกรรมทั้งหลาย เช่น Mountain biking และ Hiking ค่ะ สะดวกมากๆ เพราะเค้าสามารถปรับ Itinerary และกิจกรรมต่างๆตามที่เราต้องการได้เลยค่ะ

No Comments

Post A Comment