ทะเลสาบติติกากา เกาะลอยน้ำของชนเผ่าอูรอส ⋆ Fallenforadventure
บันทึกการเดินทาง style adventure travel แบบใกล้ชิดธรรมชาติ
travel, vacations, adventure, adventure travel, female blogger, travel blog, female travel blog, nature travel, บันทึกการเดินทาง, เที่ยวเอง, เที่ยวที่ใหม่ๆ, เที่ยวภูเขา, เที่ยวทะเล, เดินป่า, บล็อกเที่ยว, เที่ยวอเมริกาใต้, เที่ยวแบบใกล้ชิดธรรมชาติ
899
post-template-default,single,single-post,postid-899,single-format-standard,ajax_fade,page_not_loaded,,qode-title-hidden,qode_grid_1300,qode-content-sidebar-responsive,qode-theme-ver-10.0,wpb-js-composer js-comp-ver-4.12,vc_responsive

ทะเลสาบติติกากา เกาะลอยน้ำของชนเผ่าอูรอส

สำหรับหลายๆคน สิ่งแรกที่คิดถึงประเทศเปรูก็คงจะเป็นมาชู ปิกชู (Machu Picchu) แต่จริงๆแล้วเปรูยังมีที่เที่ยวอื่นๆที่สวยและน่าสนใจไม่แพ้มาชู ปิกชูเลยค่ะ

ที่ที่กิ๊บจะพาไปเที่ยววันนี้ก็คือทะเลสาบติติกาก้า (Lake Titicaca) ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ และยังเป็นทะเลสาบที่อยู่สูงที่สุดในโลกที่สามารถเดินเรือได้ ด้วยที่ตั้งที่อยู่สูงมากกว่า 3,800 เมตรจากระดับน้ำทะเล

ทะเลสาบติติกากาตอนเช้าตรู่

อีกทั้งทะเลสาบติติกากาแห่งนี้ยังเป็นที่ที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับชาวอินคาอีกด้วย เนื่องจากตามตำนานของคนพื้นเมืองแล้ว กษัตริย์องค์แรกของอินคาซึ่งคือ Manco Capac เกิดที่ทะเลสาบแห่งนี้เอง  เพราะฉะนั้นคนพื้นเมืองจึงเชื่อกันว่าทะเลสาบแห่งนี้คือสถานที่แรกที่พวกพระเจ้ามารวมตัวกัน เพื่อให้กำเนิดโลก

ทะเลสาบติติกากานั้นตั้งอยู่ตรงพรมแดนระหว่างประเทศเปรูกับประเทศโบลิเวีย การเดินทางจากเมืองคุสโค (Cusco) นั้น ทำได้หลายวิธี คือ

  1. นั่งเครื่องบิน (Cusco – Juliaca) ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. จากนั้นนั่งรถต่อไปยังเมืองปูโน (Puno) อีกประมาณ 1 ชม.
  2. นั่งรถไฟ เจ้าเก่า Peru Rail ใช้เวลาเดินทาง 10 ชม.ครึ่ง (ราคาประมาณ $176 One way ราคารวมอาหารกลางวัน)
  3. นั่งรถบัสสำหรับนักท่องเที่ยว ใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 ชม. Option นี้เป็นทางเลือกที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยม หลักๆเนื่องจากราคาไม่แพง วิวข้างทางสวย มีจุดพักให้ลงไปเดินเล่นถ่ายรูปประมาณ 4-5 จุด รถใหม่มี 2 ชั้น มี Wifi ให้ใช้ในรถด้วย พวกเราเลยเลือก Option นี้ค่ะ มีหลายบริษัทที่ทำแต่เราแนะนำให้เลือกบริษัทที่ดีหน่อย เพื่อความสบายและความปลอดภัย บริษัทที่เราเลือกใช้คือ Cruz Del Sur (ราคาประมาณ $25 One way ราคารวมอาหารกลางวัน)
วิวและที่เที่ยวระหว่างทาง

Tip: สำหรับใครที่ไม่ชอบจัดทริป จองตั๋วเอง บริษัทที่กิ๊บใช้ก็ช่วยได้มากเพราะจองทุกอย่างให้หมดเลย ถ้าใครสนใจก็สอบถามเค้ามาได้นะ

นอกจากความสวยงามตามธรรมชาติแล้ว ความพิเศษของทะเลสาบแห่งนี้มาจากเกาะลอย (Floating Islands) มากมายที่คนพื้นเมือง เผ่าเล็กๆชื่อเผ่าอูรอส (Uros) สร้างขึ้นจากต้นกกชื่อ โทโทร่า (Totora) ซึ่งเป็นต้นกกที่ขึ้นอยู่ใต้น้ำในทะเลสาบแห่งนี้ โดยการเอามาถมรวมๆกันแล้วมัดเอาไว้รวมเป็นชั้นๆ

เกาะลอยน้ำของชาวเผ่าอูรอสที่ืทำโดยการเอาต้นกกมามัดรวมกันเป็นชั้นๆ

เกาะที่ชาว Uros สร้างขึ้นทั้งหมดนั้นมีอยู่ประมาณ 70 เกาะ ซึ่งเป็นที่อาศัยของคนเผ่านี้ประมาณ 2,000 คน โดยชาวเผ่า Uros ย้ายมาสร้างบ้านในทะเลสาบเมื่อหลายๆร้อยปีที่แล้ว เนื่องจากเชื่อว่าการอยู่กลางน้ำแบบนี้ปลอดภัยจากการรุกรากของเผ่าต่างๆมากกว่าการอยู่บนแผ่นดินใหญ่

และในปัจจุบันนี้คนเค้าก็ยังอาศัยกันอยู่บนเกาะพวกนี้จริงๆ เกาะเล็กๆเกาะนึงจะอาศัยกันประมาณ 4-5 ครอบครัว บางเกาะก็เป็นโรงเรียน บางเกาะก็เป็นที่ทำการไปรษณีย์ คนเผ่า Uros ก็ไปมาหาสู่กันโดยวิธีพายเรือ เรือของเค้านั้นก็สานมาจากต้นกกเช่นกัน ชีวิตของคนชาว Uros นั้นจึงผูกพันกับต้นกกโทโทร่าจริงค่ะ

เรือของชาวอูรอสที่ทำจากต้นกกโทโทร่า
เลือกซื้อของฝาก Handmade ที่ชาวเผ่าทำขายนักท่องเที่ยว
สัญลักษณ์ต่างๆของทะเลสาบติติกากา เอามารวมไว้ในของฝากที่ชาวเผ่าทำขาย

การไปล่องเรือในทะเลสาบติติกากานี้ทำให้เราเห็นถึงภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของคนเผ่าอูรอสนี้ที่สืบทอดกันมายาวนานและมีความพิเศษไม่เหมือนใครในโลกด้วยค่ะ

No Comments

Post A Comment